O D ! g ! M O N


กากใย…ตกตะกอน ‘ใบไม้แดง’ ตอนที่ 4 / รัก
พฤษภาคม 13, 2008, 11:03 am
Filed under: 1

ในห้วงยามเยาว์วัย ที่ยังไม่มีขนลัับ ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า สังวาส และยังไม่เคยเสียพรหมจารีย์ ผมเคยนำจมูกบี้ๆ ออกบาน ไม่สวยไปแตะกับผิวหนังบางๆ ที่กั้นกลางระหว่างหูและปาก ของเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วได้ของแถมเป็นรอยแดงฉาน ความร้อนชาบนผิวหนังบางๆ กั้นระหว่างหูและปาก กลับมา

ในห้วงยามที่ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคำว่า สังวาส ผมได้ค้นพบว่าผมมีความนิยมชมชอบในเพศของตนเองมากกว่า ผมสับสน แต่ก็พอใจในความรู้สึกตัวเอง เพราะผมว่า มันไม่ใช่เรื่องผิด

ในห้วงยามนี้ ผมเชื่อว่า ‘รัก’ มีต้นเหตุมาจากความเหงา และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ ‘เหงา’ กับ ‘รัก’ ไม่ห่างจากกัน เพราะการมีความรัก ไมไ่ด้ทำให้เราหายเหงา แต่แค่มีเพื่อนเหงาด้วยกัน (สองคนขึ้นไป)

ในห้วงยามนี้ผมกำลังมี ‘ความรัก’ เป็นครั้งที่เท่าไรนั้นก็จำไม่ได้แล้ว แต่เอาเป็นว่าครั้งนี้ ผมกำลังมี ‘ความรัก’ มันไม่ใช่ความรักที่เลื่อนลอย ไร้แก่นสารเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา มันทำให้ผมมีความสุข และทุกข์ ไปพร้อมๆ กัน แต่ทว่า ‘ทุกข์’ ครั้งนี้ มีผลลัพท์ เท่ากับ ‘ความสุข’

สุข … ที่ได้เป็นห่วงคนๆ นึงจนเป็นทุกข์
สุข … ที่มีคนๆ นึงรู้ว่าเรากำลังเป็นทุกข์
สุข … ที่ความทุกข์นั้น ทำให้เราสองคนเข้าใจกันมากขึ้น

ถ้าต้อง ‘ทุกข์’ แล้วต้อง ‘เหงา’ แต่แลกกับการมีคนหนึ่งคนให้ ‘รัก’

ผมยอม



กากใย..ตกตะกอน ‘ใบไม้แดง’ ตอนที่ 3 / สัด
พฤษภาคม 6, 2008, 5:16 am
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้

อย่าครับ อย่าเพิ่งเข้าจผมผิดไป ถึงเอาเข้าจริงๆ ผมก็น้อมรับว่า ‘ตัวผมเอง’ ไม่ได้สุภาพเท่าใดนัก แต่หยาบโพลน กระดากกระด้าง ร้ายกาจกว่าในมโนภาพแรกที่คุณนึกถึง ‘ตัวผมเอง’ จากชื่อหัวเรื่องหรอกครับ

คนเราทุกคนในยุคสมัยนี้ต่างจากสมัยกะนู้นเยอะนะครับ

รวยก็รวยกว่า

แต่ที่จนก็จนกว่า

ศิวิไลซ์กว่า

เจริญกว่า

ก้าวหน้ากว่า

ฉลาดกว่า

แต่ที่โง่ ก็แสนบรมโง่

แต่ถึงกระนั้นก็เถอะจะว่าไปคนสมัยนี้ก็ทั้ง

ใจแคบกว่า

เห็นแก่ตัวกว่า

มองโลกแคบกว่า

หลอกคนอื่นเก่งกว่า

แต่งเรื่องเก่งกว่า

หลอกตัวเองก็เก่งกว่าหลายขุม

จึงทำให้ตัวตนของเราทุกคนหลุดลอยมากกว่า ทั้งในเรื่องของ

สัญชาตญาณของความเป็น … คน

สัญชาตญาณของความเป็น … สัตว์

สัญชาตญาณของความเป็น … ธรรมชาติ

สัญชาตญาณของความเป็น … ตัวของตัวเอง

ได้แต่หลุดลอยไปกับสิ่งยั่วยุ ทะลึ่ง ทะเล้นรอบๆ ข้าง

‘ผมก็เป็น’ ใช่ครับ ที่ผมกำลังเขียนพาดพิงด่าทอคนอื่นนั้น ผมเองก็ไม่ได้ต่างจากนั้นสักเท่าไหร่

ผมก็คงบอกไม่ได้หรอกว่าผมเป็นอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีก้อเผลอตัวเผลอใจเป็นไปนานแล้ว

มันเพราะอะไร คุณบอกผมได้มั้ย

… ได้มั้ย

รู้คับว่ามันยากที่จะหาคำตอบได้

“เออ สัด ไม่รู้ก็ได้วะ ไอ ……..”



กากใย..ตกตะกอน ‘ใบไม้แดง’ ตอนที่ 2 / การบ้าน
พฤษภาคม 6, 2008, 5:08 am
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้

ความสามารถของผมที่ค้นพบโดยพ่อของผมในวัยเด็ก (ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นวัยเด็กก่อนวัยเรียนเสียด้วยซ้ำ) ผมสามารถอ่านหนังสือพิมพ์กลับหัวได้

‘ทำไมต้อง หนังสือพิมพ์’

ที่บ้านผม เท่าที่ผมจำความได้ประกอบอาชีพอยู่หลายอาชีพ แต่ที่จำได้แม่นยำคือ ‘พ่อขับสามล้อ’ เป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความสุข เพราะทุกครั้งที่ผมไปเรียนพิเศษก็ไม่ต้องโหนรถเมล์ไปเอง เพราะมีพ่อมาคอยรับคอยส่งตลอดเวลา แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าพ่อหยุดขับสามล้อตั้งแต่เมื่อไหร่ มาจำได้อีกทีบ้านผมก็มีอาชีพประจำเป็น คนส่งหนังสือพิมพ์ และนั่นก็เป็นสาเหตุหลักให้ผมมีวิถีชีวิตที่คุ้นเคยกับตัวหนังสือ ข่าว และ ความเคลื่อนไหวในสังคม

เอาจริงๆ แทบนับครั้งได้เลยที่ผมจะอ่านหนังสือพิมพ์ครบทุกหน้า ทุกตัวอักษร เพราะเมื่อจับหนังสือพิมพ์ได้ก็เปิดหน้า 1 เฝ้าดูความเคลื่อนไหวใหญ่ๆ แล้วถ้าสนใจก็ค่อยพลิกไปอ่านรายละเอียดต่อในหน้าถัดไป แต่ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจก็ไปสู่หน้าบันเทิงทันที ก็มีบ้างที่อ่านดวงรายวัน แต่พึงสำนึก ได้ว่าไม่ควรเอาชีวิตไปผูกติดกับดวงรายวัน ก็หยุดอ่านไป และหันมาอ่านดวงรายเดือน และรายปี ตามหน้านิตยสาร และบนหน้าจอไซเบอร์แทน (ต่างกันมั้ย)

ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ความห่างไกลจากข่าว ‘การบ้านการเมือง’ นันไกลจากผมเหลือเกิน ไกลกันเหมือนระยะรอบหมุนรอบตัวเองของโลกในรอบ 1 ปีเลยทีเดียว เพราะถึงจะไม่ค่อยได้อ่าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สนใจเลยนี่ครับ

อาจจะด้วยสาเหตุต่างๆ มากมายที่ผมเลือกที่จะไม่อ่านข่าวการเมือง ไม่ว่าจเพราะความน่าเบื่อหน่ายของข่าวปโลมโลกจากน้ำลายของคนใหญ่คนโต หรือเพราะความน่าเบื่อในความไร้สาระ แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น เอาชนะ ขัดขา ฆ่าตัดตอน คณะปฏิวัติของคนมีอำนาจ แต่ขาดคุณธรรม เป็นตัวแปรชี้นำให้ผมไม่อยากสนใจและข้องเกี่ยวกับการบ้านการเมือง

จึงเป็นสาเหตุให้ผมถือว่าเป็นแค่เพียงเยาวชนชั้นแย่ เพราะถึงแม้ผมจะเคยเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ “กลุ่มพันธมิตรรวมตัวกันหน้าลานพระรูปฯ เพื่อขับไล่ ทักษิณ” ผมก็ไปเพราะแค่อยากมีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ และถึงผมจะรับรู้เหตุการณ์ “19 กันยา คณะปฏิวัติ” แบบครึ่งๆ กลางๆ แต่ก็ไม่สามารถแม้กระทั่งแสดงพลังของความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ได้แต่เพียงก้มหน้าน้อมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และปล่อยให้มันผ่านพ้นไป

ถ้าเลือกได้ ผมอยากเชื่อว่า ‘ผมคือหนึ่งใน ปัญญาชน เมื่อ 14 ตุลาฯ’

ถ้าเลือกได้ ผมอยากเกิดมา มีจิตใจที่ซื่อสัตย์ต่อประชาธิปไตย มากกว่านี้

..

แต่ที่เลือกไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก แต่ต้องลงมือทำ ถึงจะถูก



กากใย..ตกตะกอน ‘ใบไม้แดง’ ตอนที่ 1 / อัตตา
พฤษภาคม 2, 2008, 11:16 am
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้

ในชีวิตของผมมีวิฤกตที่ผกผันหลายครั้งหลายครา ในหลากวิกฤตนั้นเป็นชะตาชีวิตที่ถูกขีดเส้นไว้ แต่กับบางวิกฤตผมเองนี่ละที่หยิบดินสอลากทางให้ชีวิตดำเนินไป

ผมไม่เคยเรียนอนุบาล ผมเคยถูกลดชั้นเรียนจาก ป.3 เป็น ป.2 ตอนกลางเทอม ผมตัดสินใจสอบเข้า ปวส. ใหม่ตอนเทอม 2 ผ่านไปแค่ไม่กี่สัปดาห์ ผมเคยทำให้เพื่อนทั้งห้องไม่ได้เรียนหนังสือเพราะอาจารย์ไม่เข้าสอนถึง 2 ครั้ง ผมเคยใช้คำว่า ‘เ-ี้ย’ กับคนที่เรียกว่า แม่ (แต่ทั้งตัวแม่ หรือญาติๆ คนในสายวงศ์ตระกูลอันสูงศักดิ์ ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ผมคือลูกบุญธรรม) ผมเคยพูดกับตัวเองว่า จะไม่เผาผี ผู้เป็นพ่อ (บุญธรรมเช่นกัน)

เรื่องราวทั้งหมด มันอาจจะดูโหดร้ายสำหรับชีวิต เด็กตัวเล็กๆ คนนึง แต่มันคือเรื่องจริง เพราะผมโตมาในครอบครัวคนจีนกึ่งเก่ากึ่งใหม่ จึงถูกเลี้ยงมาแบบอิสระ แต่เป็นอิสระในกรอบที่เค้าวางไว้ แต่ถึงยังไงก็ให้อิสระในการคิดมากทีเดียวโดยเฉพาะเรื่องการเรียน ใครหลายคนอาจจะมองว่าผมดูเหมือนเป็นคนดื้อ แต่ผมว่าผมไม่ใช่นะ ผมเองก็แค่มีเหตุผลของตัวเองในทุกเรื่องแค่นั้นเอง และด้วยองค์ประกอบมวลรวมทั้งหมดนี่ละที่ได้กลั่นกรองให้ผมโตมาแบบนี้ แบบที่โชคดีที่ค้นหาตัวของตัวเองเจอ เร็วกว่าใครหลายๆ คนที่ผมรู้จัก ทำให้กล้าที่จะโดด เด่น เดี่ยว ออกจากกรอบที่บ้าน ออกจากกรอบสังคม ออกจากสังคนาญาติ มามีโลกใบเล็กเป็นของตัวเองได้

ผมรู้ว่าการใช้ชีวิตบนโลก ที่หมุนเร็วกว่าหมุนรอบตัวเอง และวุ่นวายด้วยสังคม การเมือง วงการบันเทิง และปาปารัซซี่ แต่ยังมีโลกของตัวเองอย่างมีความสุขได้ ยากเอาการอยู่นะครับ แต่เชื่อเถอะครับว่ามันคุ้มค่าแน่นอน ขอเพียงแต่คุณกล้าก้าวขาออกมาสักก้าวก็เพียงพอ