Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
บางทีคนเราก็มักจะไม่มีทางเลือก
เพราะเราอยู่ในโลกที่เหมือนเลือกได้*
ถ้าคนเราเป็นเหมือนข้อสอบ สามารถสร้างตัวเลือก ก. ข. ค. ง. ได้เองในทุกเรื่องก็คงดี
แต่ในความเป็นจริงทางเลือกของชีวิตคนเราก็เป็นเหมือนแค่แบบสอบถามง่ายๆ ที่มีทางเลือก
อยู่แค่สองทางคือ ใช่ และไม่ใช่
… เพราะเราอยู่ในโลกที่เหมือนเลือกได้
ถึงจะมองเห็นว่ามีอยู่สองทางเลือกให้เราเลือก แต่ก็ใช่ว่าเราจะได้มีสิทธิ์ในการเลือกอย่างชอบธรรมเสมอไป บางทีเราต้องการเลือกในสิ่งที่ใช่ แต่ด้วยกฏเกณฑ์ และเหตุผลหลากหลายประการประกอบกันไป สุดท้ายเราก็ไม่ได้เลือกในสิ่งที่ใช่อยู่ดี
… เพราะเราอยู่ในโลกที่เหมือนเลือกได้
ผมจึงดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีโอกาสเลือกในการทำงาน ที่มันประดังเข้ามาหาตัวผมเองพร้อมๆ กัน ในเวลานี้เลย ดูกลายๆ ก็น่าจะเป็นเหมือนโชคทองลุ้นล้านที่อยู่ๆ ก็มีบริษัทสามบริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ของวงการกราฟฟิค ที่ใครๆ ก้อต้องการตอบรับให้ผมเข้าไปร่วมงานพร้อมๆ กัน แต่ทว่าถ้าทั้งสามช่องทางที่ผมกล่าวมานี้ ไม่ได้เป็นโอกาสที่มาพร้อมกับความช่วยเหลือจากคนๆ นึง
คนๆ นึงที่อยู่ๆ ก็มามีบทบาทที่หยิบยื่นหนทางดี ให้ผมได้เลือกสมัครงานกับสามบริษัทนั้นๆ และยังหยิบยื่น ‘ชื่อ’ ของเขาคนนั้นมาเป็นใบเบิกทางให้อีกต่างหาก
ทำไมผมถึงต้องไม่มีทางเลือกด้วย หรือ จริงๆ แล้วผมเลือกได้แต่ผมไม่เลือก ?
… เพราะเราอยู่ในโลกที่เหมือนเลือกได้
หรือ เพราะเราไม่กล้าที่จะเลือก ในสิ่งที่ใช่สำหรับตัวผมเอง
หรือ จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผม แต่ผมแค่กระวนมันไปเอง
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ตอนนี้ผมได้เลือกแล้ว ถึงมันจะเป็นหนทางที่ ‘ไม่ใช่’ สำหรับผมในตอนนี้ ถึงมันจะเป็นหนทางที่ใครสักอีกหลายๆ คนอาจจะมองว่ามัน ‘ใช่’ สำหรับผม ผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันจะดีหรือร้ายสำหรับผมแค่ไหน แต่ผมก็เลือกแล้ว เลือกด้วยเหตุผลที่ผมว่าคู่ควรแก่มันที่สุด เลือกด้วยเหตุผลที่ชั่งน้ำหนักแล้วคิดว่ามันเหมาะสมที่สุดแล้ว เลือกด้วยเหตุผลที่ผมคิดว่าผมตรึกตรองมันอย่างดีที่สุดแล้ว
… ถ้าวันใดที่คุณมีโอกาสจะเลือก
… ขอให้คุณได้เลือกในสิ่งที่คุณคิดว่า ‘ใช่’ สำหรับตัวคุณเอง
… หรือถ้าที่คุณเลือกมันจะ ‘ไม่ใช่’ แต่ขอให้สักวันมันเป็นอะไรที่ ‘ใช่’ เข้าสักวัน
(ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘too late’ : wannasingh.wordpress.com)
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้

welcome to birthday part between oat and pipe
“Super Hero Super Birthday Party”
Date : Thursday 9 July 2009
Time : 20:19 pm – 00.00 am
Place : The Common Ground
(U can see map and Profile at http://cgmusic.hi5.com)
Dress Code : Everything Look Like Superhero.
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
ปีใหม่ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองสุรินทร์
ไปเยี่ยมบ้านย่า ของเพื่อน …
ตลอดทริป สามวันสองคืน ไม่ได้ไปไหนเลย
เพราะว่า นอน อยู่แต่ในบ้าน กินข้าว เล่นไพ่ นอน
วงจรกันอยู่แค่นั้น ถึงจะไม่ได้ไปไหนเลย
แต่ว่า อบอุ่นดีคับ ขอเน้นคำนี้เลยคับ อบอุ่น …
มันคือความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูก
มันคือความรู้สึกของคำว่า ครอบครัว ที่ผมขาดหายไปนาน
มันคือความรู้สึกของคำว่า บ้าน ที่ผมขาดหายไปนาน
มันคือความรู้สึกที่สบายใจมากที่สุด
ขอบคุณคับ ขอบคุณสำหรับอาหารอร่อย สำหรับมิตรภาพดีๆ
ถึงผมจะไม่ใช่ญาติแท้ๆ ก้อตาม ทำให้การใช้ชีวิตนับถอยหลัง
สู่ปีใหม่ ในปีนี้ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ผมจะจำไว้ไม่ลืม
เลยละคับ
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
อย่าครับ อย่าเพิ่งเข้าจผมผิดไป ถึงเอาเข้าจริงๆ ผมก็น้อมรับว่า ‘ตัวผมเอง’ ไม่ได้สุภาพเท่าใดนัก แต่หยาบโพลน กระดากกระด้าง ร้ายกาจกว่าในมโนภาพแรกที่คุณนึกถึง ‘ตัวผมเอง’ จากชื่อหัวเรื่องหรอกครับ
คนเราทุกคนในยุคสมัยนี้ต่างจากสมัยกะนู้นเยอะนะครับ
รวยก็รวยกว่า
แต่ที่จนก็จนกว่า
ศิวิไลซ์กว่า
เจริญกว่า
ก้าวหน้ากว่า
ฉลาดกว่า
แต่ที่โง่ ก็แสนบรมโง่
แต่ถึงกระนั้นก็เถอะจะว่าไปคนสมัยนี้ก็ทั้ง
ใจแคบกว่า
เห็นแก่ตัวกว่า
มองโลกแคบกว่า
หลอกคนอื่นเก่งกว่า
แต่งเรื่องเก่งกว่า
หลอกตัวเองก็เก่งกว่าหลายขุม
จึงทำให้ตัวตนของเราทุกคนหลุดลอยมากกว่า ทั้งในเรื่องของ
สัญชาตญาณของความเป็น … คน
สัญชาตญาณของความเป็น … สัตว์
สัญชาตญาณของความเป็น … ธรรมชาติ
สัญชาตญาณของความเป็น … ตัวของตัวเอง
ได้แต่หลุดลอยไปกับสิ่งยั่วยุ ทะลึ่ง ทะเล้นรอบๆ ข้าง
‘ผมก็เป็น’ ใช่ครับ ที่ผมกำลังเขียนพาดพิงด่าทอคนอื่นนั้น ผมเองก็ไม่ได้ต่างจากนั้นสักเท่าไหร่
ผมก็คงบอกไม่ได้หรอกว่าผมเป็นอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีก้อเผลอตัวเผลอใจเป็นไปนานแล้ว
มันเพราะอะไร คุณบอกผมได้มั้ย
… ได้มั้ย
รู้คับว่ามันยากที่จะหาคำตอบได้
“เออ สัด ไม่รู้ก็ได้วะ ไอ ……..”
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
ความสามารถของผมที่ค้นพบโดยพ่อของผมในวัยเด็ก (ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นวัยเด็กก่อนวัยเรียนเสียด้วยซ้ำ) ผมสามารถอ่านหนังสือพิมพ์กลับหัวได้
‘ทำไมต้อง หนังสือพิมพ์’
ที่บ้านผม เท่าที่ผมจำความได้ประกอบอาชีพอยู่หลายอาชีพ แต่ที่จำได้แม่นยำคือ ‘พ่อขับสามล้อ’ เป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความสุข เพราะทุกครั้งที่ผมไปเรียนพิเศษก็ไม่ต้องโหนรถเมล์ไปเอง เพราะมีพ่อมาคอยรับคอยส่งตลอดเวลา แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าพ่อหยุดขับสามล้อตั้งแต่เมื่อไหร่ มาจำได้อีกทีบ้านผมก็มีอาชีพประจำเป็น คนส่งหนังสือพิมพ์ และนั่นก็เป็นสาเหตุหลักให้ผมมีวิถีชีวิตที่คุ้นเคยกับตัวหนังสือ ข่าว และ ความเคลื่อนไหวในสังคม
เอาจริงๆ แทบนับครั้งได้เลยที่ผมจะอ่านหนังสือพิมพ์ครบทุกหน้า ทุกตัวอักษร เพราะเมื่อจับหนังสือพิมพ์ได้ก็เปิดหน้า 1 เฝ้าดูความเคลื่อนไหวใหญ่ๆ แล้วถ้าสนใจก็ค่อยพลิกไปอ่านรายละเอียดต่อในหน้าถัดไป แต่ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจก็ไปสู่หน้าบันเทิงทันที ก็มีบ้างที่อ่านดวงรายวัน แต่พึงสำนึก ได้ว่าไม่ควรเอาชีวิตไปผูกติดกับดวงรายวัน ก็หยุดอ่านไป และหันมาอ่านดวงรายเดือน และรายปี ตามหน้านิตยสาร และบนหน้าจอไซเบอร์แทน (ต่างกันมั้ย)
ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ความห่างไกลจากข่าว ‘การบ้านการเมือง’ นันไกลจากผมเหลือเกิน ไกลกันเหมือนระยะรอบหมุนรอบตัวเองของโลกในรอบ 1 ปีเลยทีเดียว เพราะถึงจะไม่ค่อยได้อ่าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สนใจเลยนี่ครับ
อาจจะด้วยสาเหตุต่างๆ มากมายที่ผมเลือกที่จะไม่อ่านข่าวการเมือง ไม่ว่าจเพราะความน่าเบื่อหน่ายของข่าวปโลมโลกจากน้ำลายของคนใหญ่คนโต หรือเพราะความน่าเบื่อในความไร้สาระ แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น เอาชนะ ขัดขา ฆ่าตัดตอน คณะปฏิวัติของคนมีอำนาจ แต่ขาดคุณธรรม เป็นตัวแปรชี้นำให้ผมไม่อยากสนใจและข้องเกี่ยวกับการบ้านการเมือง
จึงเป็นสาเหตุให้ผมถือว่าเป็นแค่เพียงเยาวชนชั้นแย่ เพราะถึงแม้ผมจะเคยเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ “กลุ่มพันธมิตรรวมตัวกันหน้าลานพระรูปฯ เพื่อขับไล่ ทักษิณ” ผมก็ไปเพราะแค่อยากมีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ และถึงผมจะรับรู้เหตุการณ์ “19 กันยา คณะปฏิวัติ” แบบครึ่งๆ กลางๆ แต่ก็ไม่สามารถแม้กระทั่งแสดงพลังของความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ได้แต่เพียงก้มหน้าน้อมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และปล่อยให้มันผ่านพ้นไป
ถ้าเลือกได้ ผมอยากเชื่อว่า ‘ผมคือหนึ่งใน ปัญญาชน เมื่อ 14 ตุลาฯ’
ถ้าเลือกได้ ผมอยากเกิดมา มีจิตใจที่ซื่อสัตย์ต่อประชาธิปไตย มากกว่านี้
..
แต่ที่เลือกไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก แต่ต้องลงมือทำ ถึงจะถูก
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
ในชีวิตของผมมีวิฤกตที่ผกผันหลายครั้งหลายครา ในหลากวิกฤตนั้นเป็นชะตาชีวิตที่ถูกขีดเส้นไว้ แต่กับบางวิกฤตผมเองนี่ละที่หยิบดินสอลากทางให้ชีวิตดำเนินไป
ผมไม่เคยเรียนอนุบาล ผมเคยถูกลดชั้นเรียนจาก ป.3 เป็น ป.2 ตอนกลางเทอม ผมตัดสินใจสอบเข้า ปวส. ใหม่ตอนเทอม 2 ผ่านไปแค่ไม่กี่สัปดาห์ ผมเคยทำให้เพื่อนทั้งห้องไม่ได้เรียนหนังสือเพราะอาจารย์ไม่เข้าสอนถึง 2 ครั้ง ผมเคยใช้คำว่า ‘เ-ี้ย’ กับคนที่เรียกว่า แม่ (แต่ทั้งตัวแม่ หรือญาติๆ คนในสายวงศ์ตระกูลอันสูงศักดิ์ ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ผมคือลูกบุญธรรม) ผมเคยพูดกับตัวเองว่า จะไม่เผาผี ผู้เป็นพ่อ (บุญธรรมเช่นกัน)
เรื่องราวทั้งหมด มันอาจจะดูโหดร้ายสำหรับชีวิต เด็กตัวเล็กๆ คนนึง แต่มันคือเรื่องจริง เพราะผมโตมาในครอบครัวคนจีนกึ่งเก่ากึ่งใหม่ จึงถูกเลี้ยงมาแบบอิสระ แต่เป็นอิสระในกรอบที่เค้าวางไว้ แต่ถึงยังไงก็ให้อิสระในการคิดมากทีเดียวโดยเฉพาะเรื่องการเรียน ใครหลายคนอาจจะมองว่าผมดูเหมือนเป็นคนดื้อ แต่ผมว่าผมไม่ใช่นะ ผมเองก็แค่มีเหตุผลของตัวเองในทุกเรื่องแค่นั้นเอง และด้วยองค์ประกอบมวลรวมทั้งหมดนี่ละที่ได้กลั่นกรองให้ผมโตมาแบบนี้ แบบที่โชคดีที่ค้นหาตัวของตัวเองเจอ เร็วกว่าใครหลายๆ คนที่ผมรู้จัก ทำให้กล้าที่จะโดด เด่น เดี่ยว ออกจากกรอบที่บ้าน ออกจากกรอบสังคม ออกจากสังคนาญาติ มามีโลกใบเล็กเป็นของตัวเองได้
ผมรู้ว่าการใช้ชีวิตบนโลก ที่หมุนเร็วกว่าหมุนรอบตัวเอง และวุ่นวายด้วยสังคม การเมือง วงการบันเทิง และปาปารัซซี่ แต่ยังมีโลกของตัวเองอย่างมีความสุขได้ ยากเอาการอยู่นะครับ แต่เชื่อเถอะครับว่ามันคุ้มค่าแน่นอน ขอเพียงแต่คุณกล้าก้าวขาออกมาสักก้าวก็เพียงพอ
…
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
ด้วยประสบการณ์ที่ก่อตัวขึ้นทีละนิดของแต่ละคน ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้อ่านบันทึกแบบมีสาระต่างๆ และไร้สาระอย่างไดอารี่คนอื่นบ้าง ไม่มากก็น้อย และเชื่ออีกล้านเปอร์เซนต์เลยว่าหลังจากอ่านบันทึกนั้นจบแล้ว ก็อยากจะเนรมิตรสมุเล่มเล็กๆ มีเส้มไม่มีเส้นตามแต่ความถนัดละคนไป ใหตั้งตระหง่านตรงหน้าพร้อมปากกาลื่นถนัดมือสักด้าม ใช่ไหมละครับ
แต่เดิมไดอารี่ ก็มีหน้าที่ตามชื่อ ตามความถนัดของตัวมันเอง จึงมีรูปร่างหน้าตาที่เราเห็นกันจนคุ้นตา อันประกอบด้วย ปฏิทิน / ชื่อ-โทรศัพท์ / หน้าเรียงนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 มกราคม (บางเล่มก็จะสิ้นสุดลงแค่ 31 ธันวาคม บางเล่มจะลากจำนวนวันยาวไปถึงวันศุกร์ของสัปดาห์แรกในศักราชต่อไปเลยทีเดียว) แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่หมุนเวียนไปตามรอบวงโคจรของจักรวาล ที่กำหนดให้ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ที่ถ้ามองจากผืนจักรวาลจะเห็นเป็นสีน้ำเงินเข้ม ถูกปกคลุมด้วยสีขาวหม่นๆ เป็นหย่อมๆ หมุนรอบตัวเอง ทำให้ไดอารีเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไป หลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น สมุดเปล่าๆ เล่มเล็กๆ ขนาดพอเหมาะ พอที่จะพกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวกสบาย พอที่จะขีดเขียนได้อย่างอิสระเสรี ไร้กรอบและเส้นขีดคั่น ไปจนถึงไดอารี่อิเล็กทรอนิกส์ ที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในนามของ ไดอารี่ออนไลน์ อันมีสมญานามมากมาย แต่ละคุณสมบัติที่ต่างกันออกไปอย่าง Myspace (ไดอารี่รูปลักษณ์สบายๆ ที่มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ชื่อก้องโลกอย่าง MSN), hi5 (ไดอารี่น้องใหม่ที่โดดเด่น มีลูกเล่นมากมาย และการโยงใยของผู้คนอย่างไร้พรมแดนเป็นเสน่ห์ชวนหลงไหล แต่มองข้ามความประสงค์ในการจดบันทึกไปอย่างน่าเสียดาย) และ Blog (ไดอารี่ออนไลน์ขนานแท้ ที่มีให้เลือกใช้บริการมากมายหลากหลายเวปไซต์ ตามแต่ความนิยมชมชอบละคนกันไป)
และ ณ บล็อค แห่งนี้นี่เองที่ทำให้ผมได้ทำความรู้จักกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนขนาดพอเหมาะ กลุ่มคนที่รวบรวมคนหลากบุคลิก ต่างพ่อ ต่างแม่ ต่างความชอบที่คล้ายคลึงกัน แต่ต่างมีจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์คล้ายๆ กัน
บล็อคนี้ มันคือพื้นที่ว่างเปล่าที่ไร้แก่นสาร แต่เปี่ยวด้วยความรู้สึกดีๆ และจริงใจต่อกันตลอดเวลา มันเป็นที่ที่พร้อมเปิดรับคุณตลอด 24 ชม. และไม่ว่าคุณจะมาด้วยความรู้สึกอย่างไร แต่คุณก็สามารถเดินออกไปพร้อมกับรอยยิ้มทุกครั้งไป
จากบทเรียนที่ผมได้วนเวียนอยู่ในวงจรนี้ ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง แต่ที่ผมจำได้ฝังใจนั่นคือ … ไม่จริงหรอกครับว่าคุณจะบอกว่าในโลกแห่งอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีความจริงใจ…
ถ้าคุณลองเปิดใจให้กับมัน ใช้สองมือกับสิบนิ้วของคุณนำพาคุณเข้ามาทำความรู้จักดูสักครั้งคุณจะได้พบกับคำตอบนั้น เช่นเดียวกับผมแน่นอน
15 ธันวาคม 2550 : 04:24
ต้นฉบับให้กับ นายหมูตุ้ย
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
แต่ใช่ว่า อุปสรรคจะมีความแย่เสมอไป บางทีการรอฟ้าหลังฝน ก้อสนุกไม่หยอกนะครับ
เพราะฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ ละครับ …
และสุดท้ายการเดินทางเป้าหมายสุดท้ายของทริปก้อมาถึง ณ วัดพระพุทธบาท
กับการตักบาตรดอกไม้ ที่ได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้าจริงๆ
และถ้ามองกันจริงๆ แล้วความสวยงามในประเทศไทย ยังมีให้เราได้นึกถึงอีกมากมายเลยนะครับ จริงมะ …
… หลังประตูบานนั้นจะยังเปิดให้คุณได้เข้าชมต่อไป …
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
การเดินทางอันสุขและอบอุ่นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว จากการรวมตัวกันเมื่อเวลา 08.00 am อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา 9 คน อันประกอบไปด้วย พี่แขก (ผู้ใหญ่ประจำทริป) พี่จุ๋ม (หญิงใหญ่ประจำทริป) พี่เอี้ยง (หญิงเล็กประจำทริป) พี่ปู พี่อิ๊ว ต้อม ฝน โอ๊ท …. เอหายไปไหนอีกคนหว่า ออ ลืม นับอีกคน nine นั่นเอง ครบ 9 พอดีเลย
ทริปนี้เริ่มต้นด้วย การแวะวัดอัมพวัน ต่อด้วย วัดพระนอนจักรสีห์ และ วังนารายณ์ ศาลพระกาฬ และปิดท้ายด้วย การตักบาตรดอกไม้ ณ วัดพระพุทธบาท
ระหว่างการเดินทาง เราได้ทั้งกิน และ แบ่งให้สัตว์กิน
นอกจากการกินแล้ว ยังได้แวะถ่ายรูปสวยๆ งามๆ กันอีกด้วย
แต่การเดินทางก้อต้องพบอุปสรรคบ้างเปนบางครั้งบางครา
Filed under: เรื่องเล่าของใบไม้
http://storythai.com/user/odigimonsound/
…
ฝากไว้ให้ได้เข้าไปทักทายกานนะ มันเปน ไดอารี่ ออนไลน์ ของเก่าที่ตอนนี้เข้าไปเขียนไรเพิ่มเติมมะได้ กำลังพยายามผันมันให้กลายเป็นหนังสือหนึ่งเล่มอยุ่
อ่านแล้วรู้สึกไงก้อมาเมมกานได้เน้อ
…



















